BLOG

บทความ

Summer Vibe ((ว้าย)) in Fukushima ตอนที่ 1

Summer Vibe ((ว้าย)) in Fukushima ตอนที่ 1

ฤดูร้อนในญี่ปุ่นคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นฤดูที่ยากที่จะไปเยือนจริงๆ ด้วยอุณหภูมิที่สูงละลิ่วจนหน้ากลัวเหลือเกิน พอออกข้างนอกเหมือนซ้อมเป็นไก่ย่างบนเตา อากาศร้อนเหมือนโดนไหม้ ไม่อบอ้าวเหมือนบ้านเรานัก

ครั้งนี้เป็นการมาจังหวัดฟุกุชิมะครั้งที่เท่าไหร่แล้วนะ…
จะว่าไปการมาเที่ยวฟุกุชิมะก็เหมือนมาหาเพื่อนที่รู้จักแต่ก็เหมือนยังไม่สนิทกันเสียที

พอมองย้อนไปอาจเป็นเพราะการมาฟุกุชิมะทุกครั้งคือการมาทำงานแบบเต็มรูปแบบ ทั้งการมาดูพื้นที่กับบริษัททัวร์ หรือทริปต่างๆ ที่มีผู้ร่วมเดินทางเป็นจำนวนมากจนอาจจะหลงลืมมองสิ่งรอบๆ ตัวไป แถมงานแต่ละครั้งก็พ่วงมาด้วยความกังวลมากมาย และสถานที่ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นสถานที่เดิมที่เคยไป

จะว่าไป เราแทบไม่ได้รู้จักกันมากขึ้นเท่าไหร่เลยนะฟุกุชิมะ

และแล้วการเดินทางเพื่อไปทำความรู้จักจังหวัดฟุกุชิมะให้มากยิ่งขึ้นก็ได้เกิดขึ้น ครั้งนี้ได้มีโอกาสไปเที่ยว ((?)) ฟุกุชิมะครั้งแรกเลยก็ว่าได้ โดยได้พี่ยูมิมาดูแลตั้งแต่ทำกำหนดการ และขับรถเดินทางไปตามที่ต่างๆ

ว่าแล้วก็เก็บกระเป๋าออกเดินทางกันเลย

วันนี้ที่สนามบินสุวรรณภูมิบริเวณเคาน์เตอร์เช็คอินแทบจะไม่มีคนเลยก็ว่าได้ เครื่องเช็คอินเองก็ว่างจนเลือกไม่ถูกว่าจะใช้เครื่องไหนดี เมื่อเช็คอินเรียบร้อยแล้ว ก็ไปโหลดกระเป๋า จำนวนผู้โดยสารน้อยจนมีพนักงานมาช่วยอำนวยความสะดวกบริเวณเคาน์เตอร์โหลดกระเป๋าด้วยตัวเองด้วย เออไม่ต้องต่อคิวใดๆ ให้เสียเวลา… ดีจริงๆ เลย



‘ครั้งนี้มาด้วยโชคจริงๆ’

ทุกอย่างไหลลื่นอย่างราบเรียบไม่มีอะไรหวือหวาจนหน้าตื่นเต้น
ยิ่งทุกอย่างดูง่ายดายยิ่งรู้สึกว่าจะต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ๆ เลย
เหมือนความสงบก่อนที่พายุจะพัดมานั่นเอง



ในที่สุดก็ได้เวลาโบยบิน…
เครื่องบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ครั้งนี้ได้นั่งริมหน้าต่างสมใจปรารถนา

กรุงเทพมหานครยามค่ำคืนช่างสวยงามเสียจริงๆ แสงไฟสว่างไสวของเมือง ท่าเรือ ค่อยๆ มืดลง จากเมืองคืนสู่ธรรมชาติ





สิ้นสัญญาณรัดเข็มขัด พนักงานบริการบนเครื่องบินก็มาเสิร์ฟอาหารว่าง เป็นแซนวิชและน้ำดื่ม ด้วยท้องที่ตึงก่อนขึ้นเครื่อง ตาก็เริ่มหย่อนคล้อยไปตามแรงโน้มถ่วง มื้อนี้ขอลามื้อหน้าเจอกันใหม่ละกัน

นอนๆ ตื่นๆ อยู่หลายตลบ จากท้องฟ้าที่มืด ค่อยๆ มีแสงลอดออกมา ฟ้าสีม่วง และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีส้ม จนเป็นสีฟ้า




เช้าวันใหม่ในต่างถิ่นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ก่อนเครื่องลงจอดได้เวลาเสิร์ฟอาหารเช้า พนักงานบริการบนเครื่องบินไม่รอรีเสิร์ฟกันอย่างขะมักเขม้นก่อนเครื่องลงจอด มื้อนี้ขอรับประทานเมนูเบาๆ อย่างไข่ออมเล็ตก็แล้วกัน

ในที่สุดเครื่องก็ลงจอดอย่างปลอดภัย


ตามกำหนดการต้องขึ้นรถไฟชินคันเซ็นจากสถานี Ueno เวลา 09.22 น. เพื่อไปถึงสถานี Shin-shirakawa เวลา 10.39 น. เพื่อเจอกับพี่ยูมิที่รออยู่ที่นั่น ถ้าพลาดรอบนี้ไปต้องรออีกทีคือ 10.18 น. กว่าจะถึงสถานี Shin-shirakawa ก็ปาเข้าไป 11.33 น. ถ้าพลาดรอบ 09.22 น. นี้ไปก็คงจะแย่ คงกระทบไปเสียหมด เอาล่ะ รวมพลังฮึดกำลังขา สาวเท้าก้าวให้ยาวที่สุด…

ทว่า…ผู้คนที่หลั่งไหลจากเกทต่างๆ มุ่งหน้าสู่ด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม.นั้นช่างแน่นขนัด ขนาดจะเดินแซงขึ้นไปยังยาก แน่นไปทุกทิศทุกทางทั้งซ้ายและขวา ระยะทางก็ดูไกลแสนไกล เมื่อไหร่จะถึง ตม.

ความตื่นเต้นและกังวลเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
ในที่สุดก็ได้อยู่ท้ายแถวเสียที โค้งต่อคิวเพื่อเข้าประเทศวนไปวนมาคดเคี้ยวยิ่งกว่างู

แถว ตม. ค่อยเคลื่อนไปอย่างช้าๆ ระหว่างที่ต่อคิวก็กวาดสายตาด้วยความสงสัยว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจากไหนกันนะ
มองๆ ดูแล้วช่วงเวลานั้นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตก มีชาวไทยและชาวเอเชียพ่วงมานิดหน่อยท้ายๆ แถว

“นัมเบอร์เอ็ท…”

ในที่สุดก็ถึงขึ้นเราแล้ว เดินไปรอที่เคาน์เตอร์หมายเลข 8 อย่างใจจดใจจ่อ

“อนิจจาคนก่อนหน้าฉันเป็นอะไร ทำไมนานจัง…” ได้แต่บ่นในใจแบบเบาๆ

เจ้าหน้าที่เคาน์เตอร์หมายเลข 8 เริ่มขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่หมายเลข 7 ข้างๆ และเจ้าหน้าที่หมายเลข 7 ปิดเคาน์เตอร์ช่องตัวเองจากนั้นไปจิ้มๆ หน้าจอของหมายเลข 8 สักพักหนึ่งก็กลับมาเปิด และนั่งประจำเคาน์เตอร์ตัวเองอีกครั้ง

“คงเรียบร้อยดีแล้วสินะ” ได้แต่คิดเบาๆ แบบไม่ส่งเสียงใดๆ ออกมาอีกครั้ง

เจ้าหน้าที่หมายเลข 8 เริ่มบันทึกข้อมูล นักท่องเที่ยวได้แสกน QR Code เข้าประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง จากนั้นประมาณ 5 นาที นักท่องเที่ยวคนนั้นก็ได้ออกจากเคาน์เตอร์หมายเลข 8 ไป

ช่วงเวลาที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์หมายเลข 8 เหมือนเวลาหยุดนิ่ง ทว่าเสียงรอบข้างกลับอื้ออึงและเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เสียงเจ้าหน้าที่ชายวัยรุ่นที่ตะโกนออกมาเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อขับเคลื่อนเหล่านักท่องเที่ยวให้ไปยืนประจำจุดรอตรวจคนเข้าเมือง เหล่านักท่องเที่ยวที่เดินผ่านหน้าฉันไปไม่ขาดสาย…

โชคชะตาทำอะไรกับฉันนี้ T^T

ขณะจมอยู่ในห้วงความคิด ก็สบตาเจ้าหน้าที่หมายเลข 8 ที่ยืนขึ้นเพื่อบอกว่าถึงคิวแล้วนะ เชิญค่ะ

ในใจภาวนาว่าอย่าได้ติดปัญหาอะไรเลย มิเช่นนั้นแผนต่างๆ จักต้องพังทลายลงแน่นอน…ยิ่งกว่าหนังวันสิ้นโลกเสียอีก
((อาจไม่ถึงขั้นนั้นแต่ขอเติมผงชูรสนิดหน่อยเพื่ออรรถรสในการรับประทาน))

ไม่ถึง 10 นาที ก็ได้เล่มพาสปอร์ตคืนกลับมาพร้อมสติ๊กเกอร์แปะเข้าประเทศญี่ปุ่น
โชคยังพอมีกระเป๋าเดินทางกำลังหมุนวนอยู่ในสายพานส่งกระเป๋า ไม่ต้องรอให้เสียเวลา คว้าหมับแล้วพุ่งไปแสกน QR Code ในส่วนของศุลกากร


เดี๋ยวนี้สะดวกสบายถ้าลงทะเบียน Visit Japan ไว้ ก็จะได้ QR Code มาแสกนที่จุดก่อนออกเพียงเท่านั้น ก่อนออกก็ถอดหน้ากากให้เจ้าหน้าที่ได้เชยชมความงาม เพียงเท่านี้ประตูต้อนรับสู่ญี่ปุ่นก็ได้เปิดออก


เรื่องราวเหมือนจะจบ แต่ยังไม่จบ จากสนามบิน Haneda ต้องนั่งรถไฟ Tokyo monorail ไปสถานี Ueno แล้วซื้อตั๋วรถไฟชินคันเซ็นต่อ

จากที่ดูใน Google map ไม่แน่ใจว่าจะไปทันรถไฟสาย Yamanote Line หรือไม่ เลยตัดสินใจซื้อแค่ตั๋วออกจากสนามบินแล้วลงสถานี Hamamatsucho ไปก่อน ถ้าไปถึงแล้วเวลารถไฟ Yamanote Line หรือ Keihin-Tohoku Line อันไหนเร็วกว่าก็ค่อยไปซื้อตั๋วหน้างานอีกครั้ง


ห่างหายจากการเข้าเมืองด้วยตัวเองมา 2 – 3 ปี ก็แอบงงนิดหน่อยว่าต้องทำอย่างไรหนอ จนในที่สุดก็ได้ตั๋วรถไฟเพื่อออกจากสนามบิน


ระหว่างรอรถไฟได้กาแฟจากตู้กดน้ำอัตโนมัติช่วยมาดับกระหายและความร้อนที่สุมทรวงเสียจนได้กลิ่นไหม้ ^^;


รถไฟมาแล้ว… มานั่งพักให้หายเหนื่อยสักพักดีกว่า

ระหว่างรถไฟค่อยๆ วิ่งเข้าสู่ตัวเมืองมหานครโตเกียว ทิวทัศน์นอกหน้าต่างก็มีความเป็นเมืองมากขึ้น
ตึกรามบ้านช่องก็สูงกว่าที่เคย ไม่ช้า TOKYO SKYTREE ที่ดูขึงขังหนักแน่นก็ปรากฏเบื้องหน้า


\ สวัสดีโตเกียว /

รถไฟค่อยๆ เทียบสถานี Hamamatsucho เมื่อไปถึงก็รีบวิ่งพร้อมลากกระเป๋าไปอย่างทุลักทุเลเพื่อซื้อตั๋วไปยังสถานี Ueno ต่อไป
โตเกียวก็ยังเป็นโตเกียวเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนไปจากช่วงก่อนโควิด
ระหว่างที่นั่งจับกระเป๋าเดินทางไม่ให้ไหลไปทำร้ายใครในรถไฟ ก็ถึงสถานี Ueno และหาทางออกเพื่อไปซื้อตั๋วรถไฟชินคันเซ็นโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะได้เจอกับอะไรที่รออยู่ข้างหน้า

OMG!

คิวซื้อตั๋วชินคันเซ็นทำไมมันยาวขนาดนี้
มองดูนาฬิกาก็ปาไป 09.00 น. โดยประมาณ เหลืออีก 22 นาที!!!

รอคิวไปขาสั่นไปด้วยใจที่ร้อนรนปนหงุดหงิด ไม่เข้าใจว่าคนก่อนหน้าคุยอะไรกับเจ้าหน้าที่จำหน่ายตั๋วเยอะแยะ… ((ขออภัยบุคคลที่เกี่ยวข้อง ที่โดนบ่นในใจแบบไม่ได้ผิดอะไร))

ในที่สุดก็ถึงคิวเราแล้ว

เจ้าหน้าที่จำหน่ายตั๋วถามว่า “จะไปไหน”
เราก็ตอบ “ลงชิน-ชิราคาวะค่ะ”
“ครับ ชิน-ชิราคาวะ”
จิ้มๆ หน้าจอ
“เอาแบบจองที่นั่งหรือไม่จองครับ”
“เอาแบบจอง มีที่นั่งไหมคะ”
“ถ้าเอาแบบจองที่นั่ง ได้อีกทีรอบ 10.18 น. ครับ”
“งั้นเอาแบบไม่จองค่ะ”
“ถ้าแบบไม่จองได้รอบ 9.22 น. นะครับ ราคา X,XXX เยนครับ”
“ได้ค่ะ ขอใบเสร็จด้วยนะคะ”

เจ้าหน้าที่จิ้มๆ หน้าจออย่างรวดเร็ว สะบัดข้อมือเล็กน้อย เคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนปลายนิ้วมือกำลังโบยบิน

“นี่ตั๋วครับ นี่ใบเสร็จครับ”

“ขอโทษนะคะ ลงชิน-ชิราคาวะค่ะ นี่มันนะสุชิโอะบาระนะคะ” ((ตึ่งโป๊ะ))
“ขอโทษครับ สักครู่นะครับ”

ตุกตักตุกตัก เสียงจิ้มเครื่องคิดเลขอย่างเมามัน

“เพิ่มเงินอีก XXX เยนนะครับ”
“ได้ค่ะ ขอใบเสร็จด้วยนะคะ”
เวลามาทำงาน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ใบเสร็จ ขอกาดอกจัน 100 ดอก

ข้อมือของเจ้าหน้าที่เหมือนกำลังโบยบิน แต่เพิ่มสปีด x2 เข้าไป
ร้อนรนทั้งเจ้าหน้าที่และผู้โดยสาร TT^TT

“นี่ครับ ตั๋วครับ”
“ใบเสร็จละคะ”
“สักครู่นะครับ”

และแล้วก็ได้ตั๋วและใบเสร็จ โดยถูกยึดตั๋วของรถไฟที่นั่งมาก่อนหน้าไป


เดินออกไปพร้อมดูนาฬิกาแขวนผนังเข็มยาวเลยเลข 2 มาเล็กน้อย
จู่ๆ ก็อยากจะกรีดร้องตะโกนออกไปว่า “Shift หายแล้ว!!!”

ลากกระเป๋าพร้อมก้าวขาออกไปแบบสับๆ ((สับสนกระวนกระวาย))

ภาพตรงหน้าที่ชวนให้โลกหยุดนิ่งอีกครั้ง นี่มันเดจาวูหรืออย่างไรนี่ คนก่อนหน้าเหมือนติดปัญหาอะไรอีกแล้วนะ ; _ ;

ขณะนี้เป็นเวลา 9.16 น. มือและขาสั่นระรัวยิ่งกว่าโทรศัพท์เข้า
((ได้แต่ภาวนาเงียบๆ ในใจจนไม่รู้ว่าจะมีใครได้ยินไหม ฮัดช้า!! ได้ยินด้วย))


นายสถานีเรียก มือยื่นตั๋วให้ เจ้าหน้าที่กลับถามหาตั๋วรถไฟก่อนหน้าที่นั่งมา เอ่อ… อยู่กับเจ้าหน้าที่ในห้องจำหน่ายตั๋วค่ะ ปล่อยหนูไปเถอะ อยากจะกราบกรานในใจ

“เชิญค่ะ” ((เฮ่ยเสียงกรีดร้องไปถึงด้วยแฮะ))

ไม่มีเวลาคิดใดๆ วิ่งไปชานชาลาด่วนๆ
บันไดเลื่อนค่อยๆ เลื่อนไปอย่างช้าๆ เหมือนธารน้ำไหล

มองดูนาฬิกา อีก 2 นาที!!!! ยังมีบันไดเลื่อนอีก 1 ระดับ
ณ จุดนั้นขอตัดสินใจว่า บันไดดีที่สุด ยกกระเป๋าแล้ววิ่งลงไป อาศัยพลังของกล้ามเนื้อแกนกลางประคองไม่ให้ล้มลง เราจะล้มตรงนี้ไม่ได้ เป้าหมายอยู่ตรงหน้าแล้ว…

และแล้วตัวเราและกระเป๋าเดินทางก็เข้าไปในรถไฟชินคันเซ็นอย่างปลอดภัย
ยังไม่ทันจะได้นั่ง รถไฟก็เคลื่อนออกจากชานชาลาเสียแล้ว…

ช่วงเวลา 1 ชั่วโมง 20 นาที ช่างยาวนานจนเหมือน 24 ชั่วโมง

ขอบคุณสวรรค์

….
..
.

\ FUKUSHIMA, See you soon /