BLOG
บทความ

ประเทศญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมการกินอาหารมากมาย การนั่งกินอาหารล้อมเตาอิโรริ (Irori) ก็เป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมการกินดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน ว่ากันว่าสืบทอดมาตั้งแต่ยุคโจมง (Jomon Period) หรือ 14,000 – 300 ปีก่อนคริสตกาลเลยทีเดียว
“เตาอิโรริ” เป็นเตาไฟทรงสี่เหลี่ยมที่ขุดลึกลงไปที่พื้นบ้าน ปูด้วยทรายหรือเถ้า ล้อมด้วยหินเพื่อกันไฟ และปูขอบด้วยไม้ พร้อมกับตะขอห้อยจากด้านบนเพื่อแขวนหม้อหรือกาน้ำ ซึ่งเรามักจะเห็นภาพของเตาอิโรริอยู่บริเวณกลางบ้านไม้ญี่ปุ่นแบบโบราณ

แรกเริ่มในอดีตใช้เป็นฮีทเตอร์เพื่อสร้างความอบอุ่นภายในบ้าน รวมถึงเป็นที่ประกอบอาหารและให้คนในครอบครัวมานั่งล้อมวงกินด้วยกัน อีกทั้งในสมัยก่อนมักสร้างบ้านด้วยไม้ การมีเตาไฟอยู่กลางบ้านก็จะช่วยลดความชื้นเพื่อยืดอายุการใช้งานของบ้านได้อีกด้วย

มาจนถึงสมัยนี้ การรับประทานอาหารล้อมเตาอิโรริถือว่าเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยาก ส่วนใหญ่อาจเป็นเตาแบบจำลองโดยใช้แก๊สหรือเตาไฟฟ้า ถึงแม้บางแห่งจะยังเป็นการจุดไฟด้วยถ่านเหมือนสมัยก่อน แต่เตาสมัยนี้ก็จะเป็นการก่อขึ้นมาเป็นโต๊ะแทน หรือขุดหลุมล้อมรอบเพื่อให้นั่งหย่อนขาได้อย่างสบาย ๆ แทนการนั่งพื้นแบบโบราณ
อย่างที่โรงแรม “ยุนิชิกาวะออนเซ็น ฮานะโตะฮานะ” (Yunishigawa Onsen Hana to Hana) ที่ตั้งอยู่ในย่านยุนิชิกาวะออนเซ็น เมืองนิกโก จังหวัดโทจิกิ ก็มีบริการชุดอาหารแบบดั้งเดิมโดยใช้เตาอิโรริเช่นกัน

แต่ที่พิเศษคือย่าน “ยุนิชิกาวะออนเซ็น” มีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ “ตระกูลไทระ” หรือรู้จักกันในชื่อ “ตระกูลเฮเคะ” ตั้งแต่ช่วงปลายยุคเฮอัน โดยตระกูลเฮเคะที่พ่ายแพ้สงครามให้แก่ตระกูลมินาโมโตะ ได้เดินทางหลบหนีมาค้นพบและซ่อนตัวอยู่ที่ย่านออนเซ็นแห่งนี้ อีกทั้งว่ากันว่าน้ำออนเซ็นของที่นี่มีสรรพคุณในการช่วยเยียวยาบาดแผลอีกด้วย
ที่ย่านยุนิชิกาวะออนเซ็นจึงมีพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ชื่อว่า “เฮเคะโนะซาโตะ” (Heike no Sato) อันเป็นหนึ่งในสถานที่จัดแสดงความเป็นอยู่ของชาวเมืองในสมัยก่อน และยังเป็นสถานที่จัดแสดงไฟไลต์อัพบ้านหิมะ “Yunishigawa Onsen Kamakura Snow House Festival” ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เทศกาลประจำฤดูหนาวในฝันของนักท่องเที่ยวหลาย ๆ คน
📌 อ่านเกี่ยวกับ “เทศกาลคามาคุระ ยุนิชิกาวะออนเซ็น และกิจกรรมบ้านหิมะ”

ซึ่งชุดอาหารแบบดั้งเดิมโดยใช้เตาอิโรริที่โรงแรมฮานะโตะฮานะให้บริการ เรียกว่าชุดอาหารสไตล์ “เฮเคะโอคาริบะยากิ” (Heike Okariba-yaki) เป็นวิธีการรับประทานอาการที่สืบทอดมาจากตระกูลเฮเคะในสมัยก่อนที่ใช้ชีวิตหลบซ่อนอยู่ในย่านนี้ คือการรับประทานอาหารโดยนั่งล้อมเตาไฟและใช้วัตถุดิบที่หามาได้ในแต่ละวัน เช่น เนื้อปลา เนื้อกวาง และผัก ปิ้งย่างกินคู่กับมิโสะที่หมักเอง
ชุดอาหารวางรอเอาไว้หลายจานทั้งด้านหน้าและด้านข้างจนเลือกไม่ถูกเลยว่าจะต้องกินอะไรก่อนดี 😅

มีทั้งซาซิมิ สุกี้ยากี้ เครื่องเคียงต่าง ๆ เช่น ยูบะหรือฟองเต้าหู้ในบัลซามิก เนื้อกวางนึ่งเสิร์ฟมาในสไตล์สลัด อกเป็ดรมควัน ไข่ตุ๋น และของกระจุกกระจิกอีกมากมาย
แต่พระเอกของเราในมื้อนี้คือ ของย่างเสียบไม้บนเตาอิโรริที่ถูกปักไว้รอตรงหน้าก่อนแล้ว

ล้อมรอบเตาไฟมีทั้งปลาเทราต์เสียบไม้ โมจิย่างเสียบไม้ และแผ่นไม้ที่มีมิโสะโฮมเมดของโรงแรมโปะอยู่
พร้อมกับมันหวาน หัวไชเท้า ยูบะม้วนเสียบไม้อันเล็กมาเคียงอีกจาน

คุณป้าพนักงานแนะนำอาหารแต่ละจานให้อย่างรวดเร็ว
ส่วนของที่ต้องย่างเตาก็สามารถย่างได้ตามระดับความต้องการ (แต่ปลาต้องย่างให้สุกนะ)

เริ่มด้วยการนำปลาลงไปย่างก่อน (คิดว่าน่าจะใช้เวลานานที่สุด) แล้วเริ่มละเลียดชิมอาหารมากมายที่กำลังรอเราอยู่ด้านข้างไปทีละนิด ค่อย ๆ ใช้ตะเกียบหยิบชิมไปทีละชิ้นที่คิดว่าน่าสนใจในขณะนั้นโดยไม่ได้คำนึงถึงลำดับอะไร

ของในจานนี้ดูจะน่าพิศวงเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่ได้กินชุดอาหารสไตล์ญี่ปุ่นมักจะเจอการจัดจานแบบนี้เสมอ และฉันก็มักจะสงสัยในวัตถุดิบที่ถูกวางเรียงอยู่อย่างสวยงามทุกครั้ง …ว่านี่มันคืออะไรกันนะ?
กินไปด้วยความสงสัย บางชิ้นรสชาติตรงตามที่คิดบ้าง บางชิ้นรสชาติทำเอาตกตะลึงบ้าง ก็เป็นอะไรที่สนุกดีค่ะ
ชิมโน่นนี่ไปเรื่อยก็ถึงเวลาของสุกี้ยากี้เนื้อวัววากิวโทจิกิ


ก้อนสีขาวบนหม้อขนาดเล็ก เดาว่าน่าจะเป็นมันหมู
ระหว่างที่จุดไฟด้านใต้เรียบร้อยแล้ว ก็ค่อย ๆ วนมันหมูจนเคลือบผิวสัมผัสของหม้อ
เสร็จแล้วก็ยังคงสงสัยว่าต้องหยิบออกหรือใส่เอาไว้เลยนะ?
หลังจากนั้นก็เติมน้ำซุปลงในหม้อ และใส่ส่วนผสมต่าง ๆ อย่างผัก เต้าหู้ และเห็ด
เอาล่ะ… ต้องรอให้น้ำซุปเดือดก่อนแล้วค่อยลงเนื้อหรือลงได้เลยนะ?
(คนไม่ทำอาหารก็อย่างนี้แหละค่ะ นอกจากหยิบเข้าปากแล้วก็ทำอะไรไม่เป็นอีกเลย 😔)
ทำแบบงก ๆ เงิน ๆ ไปเรื่อย ๆ แต่สุดท้ายก็ได้กินเนื้อแสนอร่อย~ 😋
หันกลับมาหาเจ้าปลาที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนตะแกรง

สุกหรือยังนะ…?
ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย หยิบขึ้นมาดูแปปนึง แล้วก็วางลงกลับที่เดิมด้วยความไม่มั่นใจ ปล่อยไว้ก่อนแล้วกัน…

สุดท้ายจุดจบของปลาเทราต์ที่น่าสงสาร ก็ถูกวางไว้บนตะแกรงจนเนื้อแห้ง 🥲
และอย่าลืมจุดเด่นของชุดอาหารสไตล์ “เฮเคะโอคาริบะยากิ” คือการกินพร้อมกับมิโสะโฮมเมด รสชาติอันเข้มข้นช่วยชูรสชาติให้อาหารอร่อยมากยิ่งขึ้น ซึ่งเราสามารถปักแผ่นไม้เอียงเข้าหาเตาเพื่ออุ่นมิโสะได้ กินกับข้าวสวยร้อน ๆ ก็อร่อยเหมือนกัน!
ของกินเยอะจนหยิบจับไม่ถูก สุดท้ายโมจิที่ถูกปักอยู่ตรงหน้ากลับถูกกินเป็นอย่างสุดท้าย (ถือว่าเป็นของหวานแล้วกันนะ) แต่เป็นการปิดจบมื้ออาหารอย่างสวยงาม เนื้อโมจิอุ่น ๆ จากการย่างไฟเหนียวหนึบหนับ พูดถึงแล้วก็อยากจะกินอีกจัง!
การได้มานั่งกินล้อมเตาอิโรริครั้งแรก ดูจะออกแนวสับสนวุ่นวายไปหน่อย แต่เป็นประสบการณ์ที่ทั้งแปลกใหม่และอร่อยไปพร้อมกัน ทุกเมนูถูกตระเตรียมมาอย่างพิถีพิถันด้วยวัตถุดิบขึ้นชื่อของเมืองที่รับประกันความอร่อยทุกคำ
“ยุนิชิกาวะออนเซ็น” ย่านเมืองออนเซ็นเล็ก ๆ ในหุบเขาที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศอันเงียบสงบ ถือว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การหลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองใหญ่ มาดื่มด่ำไปกับธรรมชาติและความอบอุ่นของคนในท้องถิ่น การมาพักที่นี่เพียงคืนเดียวอาจจะได้ Recharge พลังงานกลับไปต่อสู้ในเมืองใหญ่ได้อีกยาว ๆ อีกทั้งสามารถเดินทางมาได้อย่างง่ายดายกว่าที่คิด
🚅 นั่งรถไฟสาย Tobu Railway จากสถานี Tobu Asakusa มาต่อเดียวได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนสาย ด้วยรถไฟด่วนพิเศษริวาตี้ไอสุ (Limited Express Revaty Aizu) ลงที่สถานี Yunishigawa-onsen ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง 30 นาทีเท่านั้น
🚌 หลังจากนั้นต่อรถเมล์ไปยังที่พัก หรือนั่งรถชัทเทิลบัสรับ-ส่งของแต่ละที่พัก (ถ้ามี)
📝 จองตั๋วรถไฟด่วนริวาตี้ไอสุได้ทางเว็บไซต์
https://tobu-japantrip-tickets.com/